เปิด 3 เหตุผล ที่ทำให้ ฟาน เดอ เบ็ค (ยัง)ไม่ประสบความสำเร็จกับแมนยู 11/02/2564

เปิด 3 เหตุผล ที่ทำให้ ฟาน เดอ เบ็ค (ยัง)ไม่ประสบความสำเร็จกับแมนยู 11/02/2564

นับเป็นแข้งอีกหนึ่งรายที่แฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลก ต่างให้ความสนใจและคาดหวังกันว่า เขาจะเข้ามาช่วยยกจะระดับเกมรุกของทีมได้ ทว่าผ่านมาเกินครึ่งฤดูกาลแล้ว เหตุใด ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้เลย อีกทั้งยิ่งเวลาผ่านไป ก็ดูเหมือนว่า ส่วนร่วมของเขาในทีมก็กลับมีแต่จะยิ่งลดลงไปด้วย วันนี้ เอกกี้รีพอร์ต ขอเสนอ 3 เหตุผล ที่ทำให้ ฟาน เดอ เบ็ค ยังไม่ประสบความสำเร็จกับแมนยู ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลย

1. เล่นตำแหน่งเดียวกับ บรูโน่ แต่สไตล์การเล่น และบทบาทหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากคนส่วนใหญ่มักจะนำ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มาเปรียบเทียบกัน เนื่องจากเขาทั้งคู่ มีความถนัดในการเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรุก หรือ ตำแหน่งหมายเลข 10 เหมือนๆ กัน ทว่าหากเจาะดูในรายละเอียดแล้ว จะพบว่า บรูโน่ กับ ฟาน เดอ เบ็ค นั้น มีสไตล์การเล่น รวมถึงบทบาทหน้าที่ในสนาม ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สำหรับ บรูโน่ นั้น คงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า เขาเป็นเพลย์เมดเกอร์ ที่สร้างสรรค์เกมรุกได้ โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวอันยอดเยี่ยม รวมทั้งการออกบอลที่เฉียบคมและอันตรายของเขา เมื่อมีเขาอยู่ในสนาม เขาจึงกลายเป็น หัวใจของทีมทันที เวลาจะทำเกมรุก บอลก็มักจะถูกมาฝากไว้ที่เขาเสมอ ซึ่งเขาก็สามารถสร้างจังหวะเข้าทำได้เป็นอย่างดีเสมอ

ในขณะที่ ฟาน เดอ เบ็ค มีสไตล์การเล่นที่แตกต่างออกไป เขาจะเป็นคนที่หาพื้นที่ในแนวรับของคู่แข่งได้เก่ง จุดเด่นของเขา คือ การเคลื่อนที่ หาตำแหน่งที่ได้เปรียบ เพื่อที่จะให้เพื่อนจ่ายบอลมาให้ หรือเป็นตัวหลอก ไว้คอยดึงตัวประกบ เพื่อให้เพื่อนได้มีพื้นที่เล่นมากขึ้น เขาจะไม่ใช่คนที่คอยทำเกมในแดนกลาง แต่เขามักจะวิ่งเข้าไปรอรับบอลในพื้นที่สุดท้าย หรือ กรอบเขตโทษเสมอ เพื่อรอเจาะแผงหลัง ด้วยการเล่นในพื้นที่แคบๆ โดยใช้การต่อบอลเร็วกันไม่กี่จังหวะ

ทว่าการเล่นแบบนี้ ต้องอาศัยความเข้าขารู้ใจกันของคนในทีมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อเขาไม่ได้ลงอย่างสม่ำเสมอ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครที่เล่นร่วมกับเขาได้อย่างลงตัวมากนัก ทำให้บ่อยครั้งที่เราจะรู้สึกได้ว่า ดาวเตะชาวฮอลแลนด์ ไม่ค่อยได้บอล และไม่มีส่วนร่วมกับเกมมากเท่าที่ควร ในตำแหน่งตัวรุก

เพราะส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า แผนของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในเวลานี้ ก็เหมาะกับการใช้นักเตะอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่มักจะใช้การวางบอลที่แม่นยำ และอาศัยความเร็วของแนวรุกเข้าโจมตีคู่แข่งมากกว่า หรืออาจเรียกว่าได้ โซลชา มีคู่มือในการใช้งาน สตาร์ชาวโปรตุกีส แล้วนั่นเอง ทว่าเรื่องนี้คงเป็นการบ้านชิ้นสำคัญของ นายใหญ่ปีศาจแดง อีกครั้งว่า เขาจะปรับแทคติก แผน และวิธีการเล่นของทีมอย่างไร หรือจะจับ ฟาน เดอ เบ็ค ไปเล่นในตำแหน่งใด ที่จะเป็นประโยชน์กับทีม และสามารถจะดึงศักยภาพของแข้งรายนี้ออกมาได้มากที่สุด เหมือนที่เขาทำได้มาแล้วกับรายของ บรูโน่

2. ความกดดัน ที่มาจากความคาดหวังที่สูงลิบ

ม่ว่าต้นเหตุมันจะมาจากการที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส สามารถสร้างผลงาน และมาตรฐานการเล่นในตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ของปีศาจแดง ได้ในระดับสูงสุดๆ จนยากจะหาใครเทียบเคียงได้ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาในรั้ว โอลด์ แทรฟฟอร์ด หรือจะเป็นเพราะฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เอง กับต้นสังกัดเก่าอย่าง อาแจ็กซ์ หรือไม่ก็เป็นการถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักเตะในตำแหน่งจอมทัพรายอื่นๆ ที่เคยอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของแมนยูในช่วงตลาดรอบซัมเมอร์ที่แล้วอย่าง แจ็ค กรีลิช หรือแม้แต่ เจมส์ แมดดิสัน ที่ต่างก็กำลังทำผลงานกับต้นสังกัดได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจัยข้างต้น ล้วนแต่ทำให้แฟนบอลปีศาจแดง ต่างมีความคาดหวังในตัวของ มิดฟิลด์ชาวฮอลแลนด์รายนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งคาดหวังดังกล่าวนั้น ก็ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับเจ้าตัว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

หากสังเกตกันดีๆ จริงๆ แล้ว ฟาน เดอ เบ็ค เคยเล่นได้ดี และมีส่วนร่วมกับเกมรุกของทีมมากกว่าในระยะหลังมานี้อย่างเห็นได้ชัด อย่าลืมว่า เขาสามารถทำประตูแรกได้ ตั้งแต่นัดแรกที่ลงประเดิมสนามในฐานะตัวสำรองในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ ที่ แมนยู พ่ายคาบ้านให้กับ คริสตัล พาเลซ 1-3 เลยด้วย ซึ่งวันนั้นดูเหมือนว่า อนาคตของเขากับ แมนยู ทำท่าว่าจะไปได้สวยแล้ว โดยในช่วงนั้นมีเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ส่งเขาลงสนามให้มากขึ้น เนื่องจากเขาได้รับการคาดหมายจากแฟนบอลว่า เขาน่าจะเป็นตัวหลักของทีมในทันที แต่ทว่าทำไปทำมา กลับกลายเป็นว่า โอกาสลงสนามของเขา กลับน้อยลงเรื่อยๆ และผลงานการเล่นของเขา เมื่อได้ลงสนาม ก็เริ่มตกลงอย่างชัดเจน สวนทางกับผลงานของทีมเริ่มไปได้ดี โดยที่ไม่มีเขาอยู่ในแผน

ซึ่งสิ่งที่สามารถชี้ให้เห็นเลยว่า ความกดดันที่เริ่มถาโถมเข้าใส่ มันยิ่งทำให้ความมั่นใจของ เดอ เบ็ค เริ่มน้อยลงไป พร้อมกับโอกาสที่รับ คือ การที่เขาไม่กล้าเล่นเสี่ยง หรือ ไม่สามารถเล่นในแบบของตัวเองเหมือนช่วงแรกอีกแล้ว จังหวะจ่ายบอลแบบได้เสีย ที่เขาเคยสร้างสรรค์ให้ทีมได้ เขากลับไม่กล้าทำอีกต่อไป เพราะกลัวจะทำให้ทีมเสียบอล ตรงกันข้ามกับคนที่ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่พร้อมจะเล่นเสี่ยง แบบไม่กลัวเสียบอล เพราะเขารู้ว่า ถ้าสุดท้าย มีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียว ที่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ ก็นับว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงนั้นแล้ว นี่จึงนับเป็นปัญหาทางด้านสภาพจิตใจ ที่มีความสำคัญมากต่อฟอร์มการเล่นของ ฟาน เดอ เบ็ค ในเวลานี้

 

3. โอกาสในการลงเล่นไม่มาก จนทำให้ขาดความมั่นใจ

การที่นักฟุตบอลคนหนึ่ง จะสามารถโชว์ฟอร์มการเล่นออกมาได้เป็นอย่างดีนั้น มันไม่ใช่เพียงแค่เพราะนักเตะคนนั้น มีทักษะฝีเท้าที่ดีเท่านั้น หรือแม้แต่นักเตะอีกหลายๆ คน ที่ไม่สามารถงัดฟอร์มการเล่นที่ดีออกมาได้ ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ หรือไม่มีศักยภาพเพียงพอ เพราะมันยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลงานการเล่นของนักเตะทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สภาพความฟิต สภาพจิตใจ หรือแม้แต่การสนับสนุนที่ดีจากเพื่อนร่วมทีม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อย้ายไปร่วมทีมใหม่ ความเข้าใจ และการปรับตัวให้เข้ากับระบบการเล่น รวมถึงสภาพแวดล้อมของทีมและลีกนั้นๆ ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก นักฟุตบอลแต่ละคน อาจจะใช้เวลาในการปรับตัวการสิ่งเหล่านี้มากหรือน้อย ไม่เท่ากัน อย่างในกรณีของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เป็นคนที่สามารถโชว์ฟอร์มในระดับสุดยอดให้กับต้นสังกัดใหม่ได้ในทันที โดยแทบจะไม่ต้องใช้เวลาเลย 🔴 ดูบอลสด

ทว่าก็มีนักเตะอีกจำนวนไม่น้อย ที่ต้องการเวลาและโอกาส ที่จะปรับจูนตัวเองเช่นกัน อย่างในรายของ เฟร็ด มิดฟิลด์ชาวแซมบ้า ที่ต้องใช้เวลาถึง 2-3 ปี กว่าที่จะเริ่มงัดฟอร์มเก่งของตัวเองออกมาได้ พร้อมกับบทบาทการเล่นที่การเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากที่เขาเคยเป็นกองกลางตัวรุกมาก่อน แต่ตอนนี้กลับมาเล่นได้ดีในตำแหน่งกองกลางตัวรับ หรือ ตัวตัดเกมในสีเสื้อปีศาจแดง ทว่ากว่าที่เขาจะมีวันนี้ได้ เขาเองก็เคยผ่านการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมาแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เขากลับมามีวันนี้ได้ ก็คือ โอกาสที่ได้รับ ซึ่งมาพร้อมกับความพยายามอดทนต่อสู้ของเขาเองด้วย

ฉะนั้น เมื่อ ฟาน เดอ เบ็ค เดินมาถึงจุดนี้ จุดที่เขาได้สูญเสียความมั่นใจไปแล้ว สิ่งแรกที่เขาต้องพยายามทำ คือ ตั้งใจฝึกซ้อม และเรียกความมั่นใจของตัวเองกลับมาให้ได้ก่อน การเป็นตัวสำรอง อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายอะไรเลย ตราบใดที่เขามีทัศนคติ และความเชื่อมั่นว่า จะสามารถลงไปเปลี่ยนเกม และทำประโยชน์ให้กับทีมในแบบที่เขาเป็นได้ ซึ่งทุกคนในสโมสร ก็ควรจะคอยให้การช่วยเหลือและซัพพอร์ตเขาในจุดนี้ด้วย เพราะหากจะคิดแค่ว่าจะลงไปเล่นแบบปลอดภัยไว้ก่อน หรือที่เรียกว่า “เพลย์เซฟ” เนื่องจากกลัวว่า จะทำอะไรผิดพลาดแบบนี้อยู่ต่อไป เขาก็คงจะไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้เลย แต่หากวันใดที่เขา กลับมามั่นใจอีกครั้ง เริ่มกล้าเล่นในแบบที่ตัวเองถนัด พร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับทีมได้แล้ว เชื่อว่าวันนั้น เขาจะกลายเป็นนักเตะที่ช่วยเพิ่มความอันตรายให้กับเกมรุกของทีมได้แบบไม่เป็นสองรองใครเลย

ดูประวัติข้อมูลและการเคลื่อนไหว วงการฟุตบอล

ทุกข่าวทุกเรื่องราวทุกการเปลี่ยนแปลงของ วงการฟุตบอล Hot News: ข่าวกีฬา   ข่าวฟุตบอล  ตลาดลูกหนัง

แสดงความคิดเห็น

• เรื่องน่าสนใจ •